Interior Designer (มัณฑนากร) คือผู้วางแผนและออกแบบพื้นที่ — สร้างแบบ กำหนดวัสดุ และควบคุมคุณภาพการออกแบบ ส่วนผู้รับเหมาตกแต่งภายในคือผู้ลงมือก่อสร้างตามแบบ — จัดหาช่าง วัสดุ และบริหารหน้างานให้งานสำเร็จ ทั้งสองทำหน้าที่ต่างกันในโครงการเดียวกัน และโครงการส่วนใหญ่ต้องการทั้งคู่
สารบัญบทความ
- ตารางเปรียบเทียบ: Interior Designer vs ผู้รับเหมาตกแต่งภายใน
- ทำความเข้าใจแต่ละบทบาทให้ชัดเจน
- กรณีศึกษา: รีโนเวทคอนโดจริง
- ใครจัดการใคร? Chain of Command ในโครงการตกแต่งภายใน
- ความเสี่ยงของการจ้างเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
- เมื่อไหรควรจ้างอะไร: ตารางสรุปตามสถานการณ์
- โครงสร้างค่าใช้จ่าย: จ้างแยกกัน vs จ้างรวม
- Flowchart ตัดสินใจ: คุณต้องการใคร?
- สิ่งที่ต้องระบุในสัญญากับทั้งสองฝ่าย
- สรุป: ไม่ใช่ “เลือกคนใดคนหนึ่ง” แต่เป็น “ใช้ให้ถูกบทบาท”
- คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ตารางเปรียบเทียบ: Interior Designer vs ผู้รับเหมาตกแต่งภายใน
| Interior Designer (มัณฑนากร) | ผู้รับเหมาตกแต่งภายใน | |
|---|---|---|
| บทบาทหลัก | วางแผน ออกแบบ และกำหนดทิศทางของโครงการ | ลงมือก่อสร้างและตกแต่งตามแบบที่กำหนด |
| ผลงานที่ส่งมอบ | Mood Board, Floor Plan, 3D Visualization, Material Schedule, Shop Drawing, BOQ | งานก่อสร้างสำเร็จรูป — พื้น ผนัง ฝ้า Built-in งานไม้ งานระบบ |
| ทักษะหลัก | Space Planning, Design Thinking, วัสดุ, แสงสว่าง, จิตวิทยาสี | การก่อสร้าง, บริหารช่าง, จัดหาวัสดุ, ควบคุมคุณภาพหน้างาน |
| รับผิดชอบต่อ | ความถูกต้องของแบบ, Design Intent, ความพึงพอใจของลูกค้า | คุณภาพงานก่อสร้าง, ระยะเวลา, ปริมาณวัสดุ |
| ใบอนุญาต | ไม่บังคับ แต่มีมาตรฐาน TIDA | ควรจดทะเบียนนิติบุคคล สำหรับโครงการใหญ่ต้องมีใบอนุญาตก่อสร้าง |
| รูปแบบค่าบริการ | % ของงบก่อสร้าง, ต่อ ตร.ม., Flat Fee, หรือ Hourly | ราคารวมค่าแรงและวัสดุ คิดตาม BOQ หรือ Lump Sum |
| ค่าบริการโดยประมาณ | 8–15% ของงบก่อสร้าง หรือ 500–2,500 บาท/ตร.ม. | 5,000–25,000+ บาท/ตร.ม. (รวมวัสดุและแรงงาน) |
| เริ่มงานเมื่อ | ก่อนเริ่มก่อสร้าง — วางแผนทั้งหมดก่อน | หลังแบบอนุมัติแล้ว — รับแบบแล้วลงมือทำ |
| ทำงานร่วมกันอย่างไร | ออกแบบ → ส่งแบบให้ผู้รับเหมา → ตรวจงานหน้างาน | รับแบบจาก Designer → ก่อสร้าง → รายงานความคืบหน้า |
ทำความเข้าใจแต่ละบทบาทให้ชัดเจน
Interior Designer ทำอะไรในโครงการ?
Interior Designer คือ สมองของโครงการ พวกเขาเริ่มงานตั้งแต่วันแรกก่อนที่จะมีการเจาะผนังหรือซื้อวัสดุใดๆ หน้าที่หลักคือแปลความต้องการของคุณออกมาเป็นแบบที่ผู้รับเหมาสามารถสร้างได้ และทำให้แน่ใจว่าผลลัพธ์สุดท้ายตรงกับสิ่งที่คุณจินตนาการไว้
สิ่งที่ Designer ส่งมอบให้คุณโดยตรง ได้แก่:
- Concept และ Mood Board ที่กำหนดทิศทางสไตล์
- Floor Plan แสดงผังพื้นที่และตำแหน่งเฟอร์นิเจอร์ทุกชิ้น
- Elevation Drawing แสดงรายละเอียดทุกผนัง
- ภาพ 3D Visualization ให้เห็นพื้นที่จริงก่อนก่อสร้าง
- Material & Finish Schedule ระบุวัสดุทุกจุดอย่างละเอียด
- Shop Drawing สำหรับผู้รับเหมาใช้ก่อสร้าง
- BOQ (Bill of Quantities) สำหรับเปรียบเทียบราคา
- การตรวจงานหน้างานเพื่อให้งานตรงตามแบบ
ผู้รับเหมาตกแต่งภายในทำอะไรในโครงการ?
ผู้รับเหมาคือ มือของโครงการ พวกเขารับแบบจาก Designer แล้วทำให้สิ่งที่อยู่บนกระดาษกลายเป็นจริง หน้าที่หลักคือจัดหาช่างฝีมือที่เหมาะสม บริหารตารางเวลาหน้างาน จัดซื้อวัสดุตามที่ระบุในแบบ และส่งมอบงานคุณภาพตามราคาที่ตกลงไว้
งานที่ผู้รับเหมาดำเนินการ ได้แก่:
- งานรื้อถอนและเตรียมพื้นที่
- งานก่ออิฐ ฉาบปูน ปรับผนัง
- งานเดินสายไฟและระบบไฟฟ้า
- งานระบบน้ำ (ถ้ามี)
- งานปูพื้น ติดกระเบื้อง ปาร์เก้
- งานฝ้าเพดานและ Cove Lighting
- งานไม้ Built-in ทุกรายการ
- งานทาสีและวอลเปเปอร์
- งานติดตั้งโคมไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้า
กรณีศึกษา: รีโนเวทคอนโดจริง — เห็นชัดว่า “ออกแบบ” กับ “ก่อสร้าง” ต่างกันอย่างไร
วิธีที่เข้าใจง่ายที่สุดว่าทำไมต้องมีทั้งนักออกแบบและผู้รับเหมา คือดูคอนโดจริงหนึ่งห้องตั้งแต่วันรับโอน ห้องเปล่าที่ผู้พัฒนาส่งมอบ (ภาพก่อน) คือสิ่งที่ “งานก่อสร้าง” มอบให้ ทั้งผนัง พื้น และห้องที่ใช้งานได้ ส่วนสิ่งที่เปลี่ยนห้องเปล่าให้กลายเป็นบ้านที่ใช่ คือ “งานออกแบบ” ได้แก่ การวางผัง งานบิลท์อิน แสง และการคุมวัสดุ
สังเกตว่าโครงสร้างห้องแทบไม่เปลี่ยน สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือการตัดสินใจเชิงออกแบบทั้งหมด นี่คือคุณค่าที่ผู้รับเหมาเพียงอย่างเดียวให้ไม่ได้ เพราะผู้รับเหมาทำงานตามแบบ ไม่ได้เป็นผู้กำหนดแบบ
ในทางกลับกัน แบบที่สวยบนกระดาษจะไม่มีค่าเลยถ้าไม่มีผู้รับเหมาที่ทำได้จริงตามสเปก งานที่ดีจึงต้องมีทั้งสองฝ่ายทำงานประสานกัน ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
อยากรู้ว่าพื้นที่ของคุณควรเริ่มที่ออกแบบหรือก่อสร้างก่อน?
เริ่มจาก Space Transformation Audit ปรึกษาเชิงลึก 60 นาที เพื่อประเมินพื้นที่และวางลำดับงานให้ชัดก่อนลงมือ (฿3,800 จากปกติ ฿4,500)
จองเซสชันประเมินพื้นที่ (Space Transformation Audit)ใครจัดการใคร? Chain of Command ในโครงการตกแต่งภายใน
นี่คือจุดที่หลายคนสับสนและเป็นต้นเหตุของปัญหาในโครงการ ลำดับการทำงานที่ถูกต้องมีดังนี้:
⚠️ ความเสี่ยง: คุณต้องใช้เวลาและความรู้ในการประสาน เมื่อเกิดปัญหา ทั้งสองฝ่ายอาจโยนความรับผิดชอบให้กัน
✅ ข้อดี: Designer รับผิดชอบทั้ง Design Quality และ Construction Quality ความรับผิดชอบชัดเจน
✅ ข้อดี: ง่ายที่สุดสำหรับลูกค้า ความรับผิดชอบรวมอยู่ที่เดียว
⚠️ ข้อควรระวัง: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าทีม Design และทีมก่อสร้างมีคุณภาพทั้งคู่ ไม่ใช่เก่งด้านใดด้านหนึ่ง
ความเสี่ยงของการจ้างเฉพาะฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ถ้าจ้างแค่ผู้รับเหมา โดยไม่มี Designer
นี่คือสถานการณ์ที่พบบ่อยที่สุดในโครงการที่มีปัญหา ผู้รับเหมาหลายรายสามารถช่วยเลือกสไตล์และวัสดุเบื้องต้นได้ แต่นั่นไม่ใช่งาน Design จริงๆ ความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้น:
- ผังพื้นที่ไม่สมเหตุสมผล — เฟอร์นิเจอร์บล็อกทางเดิน ประตูชนกัน แสงสว่างไม่ถึงพื้นที่ทำงาน
- วัสดุไม่สม่ำเสมอ — แต่ละห้องใช้คนละสไตล์ ไม่มี Design Language ที่ทำให้บ้านดูเป็นหนึ่งเดียว
- ไม่มี 3D ให้เห็นก่อน — รู้ว่าไม่ชอบผลลัพธ์ก็ตอนงานเสร็จแล้ว แก้ไขมีค่าใช้จ่ายสูง
- ไม่มี BOQ ที่ถูกต้อง — ราคาบานปลายระหว่างโครงการเพราะไม่มีรายการงานที่ชัดเจนตั้งแต่ต้น
- ไม่มีตัวกลางตรวจงาน — คุณต้องตรวจสอบงานเองโดยที่อาจไม่มีความรู้ด้านนี้
ถ้าจ้างแค่ Designer โดยไม่มีผู้รับเหมาที่ดี
แบบที่สวยงามไม่มีประโยชน์ถ้าผู้รับเหมาทำงานไม่ได้มาตรฐาน ความเสี่ยงที่มักเกิดขึ้น:
- งานไม่ตรงแบบ — ช่างไม่เข้าใจแบบหรือตีความผิด ผลลัพธ์ต่างจากที่ Designer วางแผนไว้
- วัสดุไม่ตรงสเปค — ผู้รับเหมาเปลี่ยนวัสดุโดยไม่แจ้ง เพื่อลดต้นทุนฝั่งตัวเอง
- ความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย — Designer กับผู้รับเหมาทะเลาะกันเรื่องแบบ ลูกค้ากลายเป็นผู้ตัดสิน
- ไม่มีใครรับผิดชอบงานที่ผิดพลาด — Designer บอกว่าแบบถูกแล้ว ผู้รับเหมาบอกว่าทำตามแบบแล้ว
เมื่อไหรควรจ้างอะไร: ตารางสรุปตามสถานการณ์
| สถานการณ์ | แนะนำ | เหตุผล |
|---|---|---|
| คอนโดใหม่ ว่างเปล่า ต้องการ Built-in ทั้งหมด | Designer + ผู้รับเหมา | ต้องการแบบครบก่อนสั่งงาน Built-in |
| บ้านเดี่ยว รีโนเวทครั้งใหญ่ งบ 1 ล้านขึ้นไป | Designer + ผู้รับเหมา หรือ Design & Build | ความซับซ้อนสูง ต้องการทั้งแบบและการควบคุมงาน |
| ออฟฟิศในอาคารเช่า ปรับปรุงใหม่ทั้งหมด | Designer + ผู้รับเหมา | ต้องการ Concept ที่สื่อถึง Brand + แบบก่อสร้างถูกต้อง |
| ร้านอาหาร / คาเฟ่ เปิดใหม่ | Designer + ผู้รับเหมา | ต้องออกแบบทั้ง Customer Journey และระบบครัว |
| บ้านมีอยู่แล้ว แค่อยากเปลี่ยนพื้นและทาสีใหม่ | ผู้รับเหมาเพียงอย่างเดียว | งานตรงไปตรงมา ไม่ต้องการแบบซับซ้อน |
| ต้องการ Consultation แต่ทำเองบางส่วน | Designer แบบ Hourly | ขอคำแนะนำเฉพาะจุดโดยไม่จ้างเต็มโครงการ |
| มีแบบแล้ว ต้องการคนสร้างตามแบบเท่านั้น | ผู้รับเหมาเพียงอย่างเดียว | แบบครบอยู่แล้ว ต้องการ Execution เท่านั้น |
โครงสร้างค่าใช้จ่าย: จ้างแยกกัน vs จ้างรวม
หนึ่งในเหตุผลที่คนหลีกเลี่ยงการจ้าง Designer แยกต่างหากคือกลัวว่าจะต้องจ่ายแพงกว่า แต่ความจริงซับซ้อนกว่านั้น
รูปแบบการจ้างแยก (Designer + ผู้รับเหมาแยกกัน)
- ค่า Designer: 8–15% ของงบก่อสร้าง หรือ Flat Fee ตามขอบเขตงาน
- ค่าผู้รับเหมา: ราคาตาม BOQ ที่ Designer จัดทำ
- ข้อได้เปรียบ: สามารถเปรียบเทียบราคาจากผู้รับเหมาหลายเจ้าได้ด้วย BOQ เดียวกัน ทำให้ราคาก่อสร้างอาจต่ำกว่า
- ข้อเสียเปรียบ: คุณต้องบริหารทั้งสองฝ่าย หากเกิดปัญหาต้องเป็นคนกลางเอง
รูปแบบ Design & Build (บริษัทครบวงจร)
- ค่าบริการรวม: ออกแบบ + ก่อสร้าง อยู่ในสัญญาเดียว
- มักมี Markup ค่าวัสดุและแรงงานอยู่ใน Package
- ข้อได้เปรียบ: ง่าย จุดเดียว รับผิดชอบครบ ไม่ต้องประสานเอง
- ข้อเสียเปรียบ: เปรียบเทียบราคาได้ยากกว่า เพราะ Scope รวมอยู่ในก้อนเดียว
Flowchart ตัดสินใจ: คุณต้องการใคร?
ใช้ขั้นตอนต่อไปนี้เพื่อตัดสินใจว่าโครงการของคุณต้องการอะไร:
คำถามที่ 2: คุณมีแบบก่อสร้างที่ชัดเจนอยู่แล้วหรือไม่?
คำถามที่ 3: คุณมีเวลาและความรู้ในการบริหารโครงการเองหรือไม่?
คำถามที่ 4: โครงการมีความซับซ้อนหรือมี Brand Identity ที่ต้องสื่อออกมาหรือไม่?
สิ่งที่ต้องระบุในสัญญากับทั้งสองฝ่าย
สัญญากับ Interior Designer ต้องมี:
- รายการ Deliverables ที่ชัดเจน (Floor Plan, 3D, Shop Drawing, BOQ ฯลฯ)
- จำนวนครั้งที่แก้แบบได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม
- จำนวนครั้ง Site Visit ที่รวมในค่าบริการ
- Timeline ของแต่ละ Deliverable
- เงื่อนไขการชำระเงินตามงวด
- ลิขสิทธิ์แบบ — แบบเป็นของใครหลังโครงการจบ
สัญญากับผู้รับเหมาต้องมี:
- รายการงานทุกรายการตาม BOQ พร้อมราคาต่อหน่วย
- สเปควัสดุที่ระบุยี่ห้อและรุ่นชัดเจน
- Timeline และวันส่งมอบงานแต่ละงวด
- Penalty สำหรับการล่าช้า
- การรับประกันงาน (Warranty) อย่างน้อย 1 ปีหลังส่งมอบ
- เงื่อนไขการชำระเงินเป็นงวดตามความคืบหน้า ไม่จ่ายล่วงหน้าทั้งหมด
สรุป: ไม่ใช่ “เลือกคนใดคนหนึ่ง” แต่เป็น “ใช้ให้ถูกบทบาท”
Interior Designer และผู้รับเหมาตกแต่งภายในไม่ได้แข่งขันกัน — พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของทีมเดียวกันที่ทำงานต่างบทบาทกัน โครงการที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่ต้องการทั้งสองฝ่าย สิ่งที่คุณต้องตัดสินใจคือ รูปแบบการจ้าง ไม่ใช่ว่าจะจ้างใครคนเดียว
- โครงการที่มีแบบชัดเจนแล้วและขอบเขตงานไม่ซับซ้อน → จ้างผู้รับเหมาอย่างเดียวได้
- โครงการที่ต้องการ Concept และแบบก่อสร้างใหม่ทั้งหมด → ต้องการ Designer ก่อนเสมอ
- โครงการที่คุณไม่มีเวลาบริหาร → เลือก Design & Build หรือ Designer ที่ดูแลผู้รับเหมาให้
อยากรู้เพิ่มเติมว่า Interior Designer ทำงานอย่างไรและส่งมอบอะไรให้คุณบ้าง? อ่านต่อที่: Interior Designer คืออะไร? หน้าที่ ทักษะ และวิธีเลือก Designer ที่ใช่
ไม่อยากเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง? ยังมีทางเลือกที่สาม คือจ้างแบบครบวงจรที่รวมทั้งงานออกแบบและงานก่อสร้างไว้ในสัญญาเดียว อ่านต่อที่: Turnkey Interior Design คืออะไร? ครบวงจรคืออะไรในงานตกแต่งภายใน
อยากเข้าใจบทบาทของผู้รับเหมาตกแต่งภายในให้ชัดขึ้น? อ่านต่อที่: ผู้รับเหมาตกแต่งภายใน คืออะไร? และวิธีเลือกผู้รับเหมาที่เชื่อถือได้
สิ่งที่เจ้าของโครงการมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Designer และผู้รับเหมา
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการคิดว่าผู้รับเหมาสามารถทดแทน Interior Designer ได้ทั้งหมด หรือคิดว่า Designer สามารถควบคุมงานก่อสร้างได้โดยไม่ต้องมีผู้รับเหมาที่มีคุณภาพ ความจริงคือทั้งสองบทบาทมีหน้าที่ต่างกันและต้องทำงานร่วมกัน
ข้อผิดพลาดที่ 1: เลือกผู้รับเหมาจากราคาถูกที่สุด
ราคาที่ต่ำกว่าตลาดมากมักมาพร้อมกับความเสี่ยงเรื่องวัสดุ คุณภาพงาน และงานเพิ่มเติมระหว่างโครงการ
ข้อผิดพลาดที่ 2: ไม่มี BOQ ก่อนขอราคา
เมื่อไม่มี BOQ ผู้รับเหมาแต่ละรายจะตีความขอบเขตงานไม่เหมือนกัน ทำให้เปรียบเทียบราคาได้ยาก
ข้อผิดพลาดที่ 3: ไม่มีผู้ตรวจสอบงานหน้างาน
หลายโครงการเกิดค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนจากการแก้งานหลังติดตั้งเสร็จแล้ว
Framework การเลือกทีมที่เหมาะกับโครงการ
| งบประมาณ | คำแนะนำ |
|---|---|
| ต่ำกว่า 300,000 บาท | ผู้รับเหมาที่มีประสบการณ์เพียงพออาจตอบโจทย์ |
| 300,000–1,000,000 บาท | ควรมี Designer เพื่อวางแผนและควบคุมคุณภาพ |
| มากกว่า 1,000,000 บาท | ควรมีทั้ง Designer และผู้รับเหมา หรือบริษัท Design & Build |
วางแผนงานออกแบบและก่อสร้างพื้นที่ของคุณ
ดูบริการรับออกแบบตกแต่งภายในบ้านและคอนโด ที่ดูแลตั้งแต่ออกแบบ วางสเปก จนถึงประสานงานก่อสร้าง
ดูบริการออกแบบบ้านและคอนโดบทความที่เกี่ยวข้อง
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
Q: Designer กับผู้รับเหมา ใครแพงกว่ากัน?
ค่าบริการ Designer (ค่าออกแบบ) โดยทั่วไปอยู่ที่ 8–15% ของงบก่อสร้าง ส่วนค่าผู้รับเหมาคือค่าก่อสร้างจริงซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของงบทั้งหมด ดังนั้นผู้รับเหมามักมีตัวเลขสูงกว่า แต่ทั้งสองเป็นคนละรายการในงบประมาณ ไม่ใช่ทางเลือกที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
Q: ถ้าจ้าง Design & Build ค่าบริการรวมกันหรือแยก?
ขึ้นอยู่กับบริษัท บางแห่งรวมค่าออกแบบและก่อสร้างเป็นราคาเดียว บางแห่งยังแสดงแยกในสัญญา ควรขอให้ Breakdown ค่าออกแบบและค่าก่อสร้างออกจากกัน เพื่อให้เปรียบเทียบกับทางเลือกอื่นได้
Q: ผู้รับเหมาบางรายบอกว่าออกแบบให้ได้ด้วย เชื่อได้ไหม?
ผู้รับเหมาบางรายมีทีม Designer อยู่ในบริษัทหรือร่วมงานกับ Designer ประจำ ซึ่งสามารถทำได้ดี แต่ควรตรวจสอบว่า Designer ที่อยู่ในทีมมีคุณสมบัติและ Portfolio จริงๆ ไม่ใช่แค่ช่างที่วาด Sketch เบื้องต้นให้
Q: ถ้า Designer แนะนำผู้รับเหมามาให้ ควรเชื่อหรือไม่?
ได้ประโยชน์มากเพราะ Designer มักทำงานกับผู้รับเหมาที่ไว้วางใจได้มาแล้วหลายโครงการ แต่ควรขอดูผลงานและรีวิวของผู้รับเหมารายนั้นด้วยตัวเอง และขอ Quotation เปรียบเทียบกับรายอื่นก็ได้
Q: เมื่อเกิดปัญหาระหว่างก่อสร้าง ใครรับผิดชอบ?
ขึ้นอยู่กับรูปแบบการจ้าง หากจ้างแยก ปัญหาที่เกิดจากแบบเป็นความรับผิดชอบของ Designer ปัญหาที่เกิดจากการก่อสร้างเป็นของผู้รับเหมา หาก Designer ดูแล Site Supervision ด้วย Designer จะเป็นคนแก้ปัญหาคนแรก หาก Design & Build บริษัทรับผิดชอบทั้งหมด
Q: จำเป็นต้องมีสัญญากับทั้งสองฝ่ายไหม?
จำเป็นมากกับทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะผู้รับเหมา สัญญาต้องระบุ Scope งาน วัสดุ ราคา Timeline และ Warranty ชัดเจน การทำงานแบบ “ตกลงปากเปล่า” กับผู้รับเหมาคือความเสี่ยงที่ไม่ควรรับ
Q: โครงการร้านอาหารต้องการ Designer ประเภทไหนโดยเฉพาะ?
ร้านอาหารต้องการ Designer ที่มีประสบการณ์งาน Commercial โดยเฉพาะ เนื่องจากมีความซับซ้อนด้านระบบ (ระบายอากาศ ระบบครัว ระบบดับเพลิง) กฎหมาย และการออกแบบประสบการณ์ลูกค้าที่ต่างจากงาน Residential อ่านเพิ่มเติมเรื่องการออกแบบร้านอาหารได้ที่บทความรับออกแบบร้านอาหาร
บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของซีรีย์ Interior Design 101 โดย Rubin’s Interior Design — บริษัทรับออกแบบตกแต่งภายในในกรุงเทพฯ ให้บริการทั้งงานที่พักอาศัย ออฟฟิศ และร้านอาหาร