Service > ออกแบบร้านค้า & RETAIL
ออกแบบร้านค้า & RETAIL
ร้านที่ทำให้ลูกค้า ตัดสินใจซื้อ เร็วขึ้นทุก Sq.m. ของร้านคุณสามารถทำงานเพื่อยอดขายได้ — ถ้าออกแบบอย่างมีกลยุทธ์ตั้งแต่แรก
ปัญหาที่เราพบบ่อย
ลูกค้าเดินเข้าแล้วออกโดยไม่ซื้อ
สินค้าดีแต่ขายไม่ออกเพราะวางผิดที่
ร้านดูรกหรือไม่มี Brand identity ที่ชัด
Perceived value ต่ำทั้งที่สินค้ามีคุณภาพ
รับออกแบบตกแต่งร้านค้า Retail ครบวงจร คืออะไร
รับออกแบบตกแต่งร้านค้าครบวงจร คือการดูแลงานหน้าร้านตั้งแต่ต้นจนจบโดยผู้รับผิดชอบเดียว ตั้งแต่สำรวจพื้นที่ วิเคราะห์เส้นทางการเดินของลูกค้า ออกแบบหน้าร้านและผังการจัดวางสินค้า เลือกวัสดุและวางแผนแสง เขียนแบบสำหรับยื่นขออนุมัติกับห้าง ไปจนถึงงานตกแต่งหน้างานและส่งมอบร้านที่พร้อมเปิดขาย
ในตลาดไทยงานลักษณะนี้ถูกเรียกหลายชื่อ ทั้ง รับออกแบบตกแต่งร้านค้า ออกแบบตกแต่งภายในร้านค้า รับเหมาตกแต่งร้านค้า ตกแต่งร้านในห้าง หรือ ออกแบบโชว์รูม ทั้งหมดหมายถึงงานเดียวกัน ต่างกันเพียงว่ารวมงานก่อสร้างและติดตั้งเข้าไปด้วยหรือไม่ ที่ Rubin เรารับดูแลทั้งสองส่วนในโปรเจกต์เดียว เพราะร้านที่สวยในภาพเรนเดอร์แต่ทำหน้างานจริงไม่ได้ ไม่ได้ช่วยให้ขายของได้
สิ่งที่ทำให้งานร้านค้าต่างจากงานตกแต่งภายในประเภทอื่น คือมันมีตัวชี้วัดที่ชัดเจน — สัดส่วนคนที่เดินผ่านแล้วเข้าร้าน สัดส่วนคนที่เข้าร้านแล้วซื้อ และมูลค่าต่อบิล ทุกการตัดสินใจด้านการออกแบบจึงต้องตอบได้ว่ากำลังไปช่วยตัวเลขไหน ไม่ใช่แค่ทำให้ร้านดูดีขึ้น
ขอบเขตงานที่ครอบคลุมในโปรเจกต์ร้านค้าหนึ่งโครงการ:
- ออกแบบหน้าร้าน ป้าย และ Window display ให้หยุดคนที่เดินผ่าน
- วางผังร้านและเส้นทางการเดินของลูกค้า ให้ผ่านสินค้าที่ต้องการผลักดันมากที่สุด
- ออกแบบชั้นวาง เคาน์เตอร์ และเฟอร์นิเจอร์จัดแสดงเฉพาะของแบรนด์
- กำหนดแนวทาง Visual Merchandising ให้ทีมหน้าร้านจัดสินค้าใหม่เองได้
- ออกแบบระบบแสงสว่างเพื่อเน้นสินค้าและสร้าง Perceived value
- เขียนแบบก่อสร้าง และแบบสำหรับยื่นขออนุมัติกับฝ่ายอาคารของศูนย์การค้า
- ควบคุมงานตกแต่งหน้างาน ตรวจรับ และส่งมอบร้านพร้อมเปิดขาย
ทำไมถึงสำคัญ
ทุก Sq.m. ต้องทำงาน เพื่อยอดขาย
Retail psychology บอกว่า ลูกค้าตัดสินใจจากสภาพแวดล้อม ไม่ใช่แค่สินค้า
ร้านค้าส่วนใหญ่เสียยอดขายไปโดยไม่รู้ตัว ไม่ใช่เพราะสินค้าไม่ดี แต่เพราะ “ออกแบบโดยไม่เข้าใจพฤติกรรมผู้ซื้อ”
วางสินค้าผิดจุด → ลูกค้าไม่เห็น
ไม่หยิบ ร้านดูรกหรือไม่มีทิศทาง → ลูกค้าเดินออกโดยไม่ตัดสินใจ
ไม่มี Brand identity → ลูกค้าจำร้านไม่ได้ ไม่กลับมา
เราออกแบบโดยมองจากมุมของผู้ซื้อ — ตั้งแต่มองจากภายนอก เดินเข้ามา เลือกสินค้า ไปจนถึงจ่ายเงินและอยากกลับมาอีก
Curb Appeal
ดึงคนจากภายนอกเข้าร้านด้วย Storefront และ Window display ที่น่าสนใจ
Traffic Flow
นำทางลูกค้าผ่านสินค้าที่คุณอยากขายมากที่สุดโดยไม่รู้สึกถูกบังคับ
Perceived Value
สร้างมูลค่ารับรู้ให้กับสินค้าทุกชิ้นผ่านการจัด Display และแสงที่ตั้งใจ
Brand Memory
ทำให้แบรนด์จำได้ตั้งแต่ก้าวแรกที่เดินเข้าร้าน และอยากบอกต่อ
สิ่งที่คุณจะได้รับ
- Retail flow strategy ที่วัดผลยอดขายได้
- Fixture & Display plan รายโซน
- Visual merchandising direction
- Brand-aligned material & color palette
- Lighting plan เพื่อ Perceived value
- 3D Visualization ก่อนลงมือจริง
เหมาะกับ
- ร้านค้าที่กำลังเปิดใหม่หรือ Renovate
- แบรนด์ที่ต้องการ Reposition ภาพลักษณ์
- Pop-up store และ Showroom
- ร้านค้าที่ต้องการเพิ่ม Conversion rate
- แบรนด์ที่ต้องการ Expand สาขาอย่างมีระบบ
ขั้นตอนการทำงานและระยะเวลา
ทุกโปรเจกต์ร้านค้าเดินตามห้าขั้นตอนเดียวกัน เพื่อให้เจ้าของร้านรู้ล่วงหน้าว่าแต่ละช่วงจะเกิดอะไรขึ้น ต้องตัดสินใจอะไร และเมื่อไหร่
1. สำรวจพื้นที่และวิเคราะห์ผู้ซื้อ
เข้าดูพื้นที่จริงหรือประเมินผ่านวิดีโอคอล ดูตำแหน่งร้านเทียบกับทางสัญจรหลัก ทิศทางที่คนเดินเข้า และกลุ่มลูกค้าที่ร้านต้องการ แล้วสรุปเป็นแนวทางพร้อมลำดับความสำคัญว่าควรทำอะไรก่อน โดยไม่จำเป็นต้องมีแบบแปลนเดิม
2. วางผังร้านและเส้นทางการเดิน
กำหนดจุดดึงสายตาแรก โซนสินค้าหลัก โซนสินค้าที่ต้องการผลักดัน ตำแหน่งห้องลอง และจุดชำระเงิน ขั้นตอนนี้เป็นตัวกำหนดยอดขายต่อตารางเมตรมากกว่าการเลือกวัสดุ
3. ออกแบบ 3D ชั้นวาง และแผนแสง
เห็นภาพเสมือนจริงก่อนลงมือ พร้อมแบบชั้นวางและเคาน์เตอร์ ตัวอย่างวัสดุ และแผนแสงที่ระบุตำแหน่งและอุณหภูมิสีของดวงโคม โดยทั่วไปการออกแบบคอนเซปต์ใช้เวลา 2–4 สัปดาห์
4. ยื่นแบบกับห้าง และงานตกแต่งหน้างาน
จัดทำแบบตามข้อกำหนดของศูนย์การค้าเพื่อยื่นขออนุมัติ แล้วดำเนินงานตกแต่งตามคิวและกรอบเวลาที่ห้างกำหนด งานตกแต่งจริงใช้เวลา 4–12 สัปดาห์ ขึ้นกับขนาดและขอบเขตงาน
5. ตรวจรับ ส่งมอบ และแนวทาง VM
ตรวจงานร่วมกัน เก็บรายละเอียดที่ยังไม่เรียบร้อย และส่งมอบร้านพร้อมเปิดขาย พร้อมแนวทาง Visual Merchandising ให้ทีมหน้าร้านจัดสินค้าใหม่เองได้โดยไม่หลุดจากภาพลักษณ์แบรนด์
ร้านในศูนย์การค้ามีข้อจำกัดที่ร้าน Stand-alone ไม่มี ทั้งช่วงเวลาที่เข้าทำงานได้ เส้นทางขนวัสดุ ระดับเสียงที่ยอมให้เกิดได้ และวันเปิดร้านที่มักถูกกำหนดมาก่อนแล้ว เราจึงวางแผนงานย้อนกลับจากวันเปิดร้าน และแยกงานที่ต้องทำนอกเวลาห้างออกจากงานที่ทำได้ตามปกติตั้งแต่ต้น
กรณีศึกษา: FILA FD Family Store — ร้าน 550 ตร.ม. สองชั้น สี่แบรนด์ในร้านเดียว
FILA FD Family Store คือร้านขนาด 550 ตารางเมตร แบ่งเป็นสองชั้นในศูนย์การค้าที่เมืองเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โจทย์จากลูกค้าคือให้ร้านนี้เป็นบ้านของสี่แบรนด์ในเครือ FILA พร้อมกัน ได้แก่ FILA ซึ่งเป็นแบรนด์หลัก FILA ATHLETICS, FILA FUSION และ FILA KIDS โครงการนี้ออกแบบโดย Mauro สถาปนิกของ Rubin ที่ดูแลงานพื้นที่ค้าปลีกให้แบรนด์แฟชั่นระดับสากลมาตลอดเส้นทางอาชีพ
โจทย์: สี่แบรนด์ในร้านเดียว ที่ต้องไม่กลายเป็นสี่ร้านที่ไม่เกี่ยวกัน
ความยากของร้านลักษณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาดพื้นที่ แต่อยู่ที่ความขัดแย้งในโจทย์ แต่ละแบรนด์ย่อยมีกลุ่มลูกค้าและบุคลิกของตัวเอง — FILA เป็นแบรนด์หลักสายเฮอริเทจ FILA ATHLETICS เป็นสายกีฬา FILA FUSION เป็นสตรีทแวร์สำหรับวัยรุ่น และ FILA KIDS เป็นเสื้อผ้าเด็ก
ถ้าออกแบบให้ต่างกันมากเกินไป ร้านจะกลายเป็นสี่ร้านที่บังเอิญอยู่ในพื้นที่เดียวกัน ลูกค้าที่เดินเข้ามาซื้อของโซนหนึ่งจะไม่รู้สึกว่าอีกสามโซนเกี่ยวอะไรกับตัวเอง แต่ถ้าออกแบบให้เหมือนกันหมด ลูกค้าก็จะแยกไม่ออกว่ากำลังดูสินค้าไลน์ไหน และแบรนด์ย่อยก็หมดความหมาย
แนวทางที่ใช้คือ shop inside a shop — ให้แต่ละโซนมีเฟอร์นิเจอร์จัดแสดงและภาพลักษณ์เป็นของตัวเอง ลูกค้าจึงรู้สึกเหมือนเดินเข้าร้านใหม่ทุกครั้งที่ข้ามโซน แต่ทั้งสี่โซนใช้หลักการออกแบบชุดเดียวกัน คือภาษาของเส้นสาย สัดส่วน พื้นผิว และระบบแสง ทั้งร้านจึงยังอ่านเป็นร้านเดียว และรอยต่อระหว่างโซนไม่สะดุด
หน้าร้าน: ทำให้คนที่เดินผ่านหยุด
หน้าร้านเป็นกระจกโค้งเต็มความสูงตามแนวทางเดินของห้าง ด้านหน้าติดครีบแนวตั้งเรียงถี่ สลับสีแดง ขาว และน้ำเงินตามสีประจำแบรนด์
ครีบชุดนี้ทำงานสองอย่างพร้อมกัน เมื่อมองตรงเข้ามาจะเห็นสินค้าภายในได้เต็มที่ แต่เมื่อมองจากมุมเฉียง ซึ่งเป็นมุมที่คนเดินในห้างเห็นจริง ครีบจะบังกันเองจนกลายเป็นแถบสีทึบของแบรนด์ ที่อ่านออกได้จากปลายทางเดิน
นี่คือสิ่งที่ Curb appeal หมายถึงในบริบทของร้านในห้าง ไม่ใช่แค่ป้ายที่ใหญ่ขึ้น แต่คือการออกแบบให้ร้านถูกจดจำได้จากมุมที่ลูกค้าเห็นจริง ก่อนที่เขาจะอ่านชื่อร้านด้วยซ้ำ
การวางผังสองชั้น และบันไดที่ต้องทำให้คนขึ้น
ผังชั้นล่างวางโซนที่ต้องการทราฟฟิกสูงสุดไว้ติดหน้าร้าน แล้วไล่ความเฉพาะตัวของสินค้าเข้าไปด้านใน แต่ละโซนใช้วัสดุพื้นและพรมคนละแบบ จึงแบ่งอาณาเขตกันได้โดยไม่ต้องใช้ผนังกั้น ซึ่งจะทำให้ร้านดูเล็กลงและตัดสายตาที่ควรมองเห็นได้ทั้งร้าน
กลางผังถูกเว้นเป็นพื้นที่โล่งที่ทำหน้าที่เป็นทางแยก ลูกค้าที่เดินเข้ามาจะมองเห็นทางเลือกทั้งหมดจากจุดเดียว แทนที่จะถูกบังคับให้เดินเป็นเส้นตรงผ่านสินค้าที่ไม่ได้ตั้งใจมาดู ซึ่งเป็นวิธีที่ได้ยอดขายระยะสั้นแต่ทำให้ลูกค้าไม่อยากกลับมา
ชั้นสอง: พื้นที่ที่ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่เคยขึ้นไป
ชั้นสองอยู่ในกรอบอาคารเดียวกันกับชั้นล่าง และเป็นโจทย์ที่ยากกว่า เพราะร้านสองชั้นในศูนย์การค้ามีปัญหาเดิมเสมอ คือลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ขึ้นชั้นบน พื้นที่ครึ่งหนึ่งของร้านจึงกลายเป็นค่าเช่าที่จ่ายไปโดยแทบไม่ได้ทำงาน
บันไดภายในจึงถูกวางไว้ในตำแหน่งที่มองเห็นได้จากทางเข้า ไม่ใช่ซ่อนไว้ท้ายร้านตามความสะดวกของงานระบบ และเว้นช่องเปิดโล่งให้มองเห็นกิจกรรมของชั้นบนจากด้านล่าง ลูกค้าจึงรู้ว่าข้างบนมีอะไรก่อนตัดสินใจเดินขึ้น ซึ่งเป็นเงื่อนไขเดียวที่ทำให้เขายอมขึ้น
FILA — โซนแบรนด์หลัก
โซน FILA ใช้โทนแดง–ขาวซึ่งเป็นสีที่คนจำแบรนด์นี้ได้ทันที หุ่นโชว์ถูกจัดเป็นกลุ่มกลางทางเดินแทนการเรียงชิดผนัง เพื่อให้ลูกค้าเห็นชุดเต็มตัวก่อนเห็นราวแขวน เพราะคนซื้อเสื้อผ้ากีฬาจากภาพรวมของลุค ไม่ใช่จากการหยิบเสื้อขึ้นมาดูทีละตัว
โต๊ะโชว์กลางโซนทำเป็นแท่นเตี้ยที่นั่งได้จริง จึงทำหน้าที่ทั้งจัดแสดงสินค้าและเป็นจุดพัก ในร้านขนาด 550 ตารางเมตรที่ลูกค้าใช้เวลาเดินนาน ที่นั่งไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าอยู่ในร้านนานพอที่จะตัดสินใจ และทำให้คนที่มาเป็นกลุ่มไม่เร่งกันออก
FILA ATHLETICS และผนังจัดแสดงรองเท้า
โซนกีฬาใช้ชั้นวางโค้งต่อเนื่องเป็นเส้นล้อไปกับผนัง แทนชั้นเหลี่ยมแบบมาตรฐาน สายตาจึงไหลไปตามสินค้าโดยไม่มีจุดหยุด และได้ความยาวหน้าวางสินค้าต่อผนังหนึ่งด้านมากกว่าชั้นตรง
ผนังรองเท้าใช้ระบบเสาแนวตั้งพร้อมคลิปสีเหลืองยึดรองเท้าให้ลอยออกจากผนัง แต่ละคู่จึงถูกมองเป็นชิ้นเดี่ยวและอ่านง่ายจากระยะไกล ต่างจากชั้นทึบที่รองเท้าทุกคู่กลายเป็นแถวเดียวกัน ด้านบนเป็นจอดิจิทัลแนวยาวที่เปลี่ยนคอนเทนต์ตามคอลเลกชัน ร้านจึงเปลี่ยนหน้าตาได้ตามฤดูกาลโดยไม่ต้องรื้องานตกแต่ง
FILA FUSION — โซนสตรีทแวร์
FILA FUSION เป็นไลน์ที่จับกลุ่มวัยรุ่น ภาษาการออกแบบจึงเปลี่ยนไปทั้งหมด จากโทนอบอุ่นของโซนหลักเป็นโครงเหล็กเปลือย ฝ้าตะแกรงเจาะรู และผนังไฟ Light box สีขาวที่ให้แสงจากด้านหลังสินค้าแทนการส่องจากเพดานลงมา
เสาเหล็กเจาะรูที่ใช้ยึดชั้นวางและราวแขวนเป็นการตัดสินใจเชิงปฏิบัติมากกว่าเชิงสไตล์ สตรีทแวร์เปลี่ยนคอลเลกชันถี่กว่าไลน์อื่น ระบบที่ปรับความสูงของชั้นและราวได้เองหน้าร้าน ทำให้ทีมหน้าร้านจัดร้านใหม่ได้ทุกฤดูกาลโดยไม่ต้องเรียกช่างและไม่ต้องปิดร้าน
ผนังกราฟิกขนาดใหญ่ถูกวางเป็นฉากหลังของโซนตั้งแต่ตอนออกแบบ ไม่ใช่ป้ายที่มาติดเพิ่มทีหลัง จึงทำหน้าที่เป็นทั้งข้อความของแบรนด์และจุดถ่ายรูปที่ลูกค้าแชร์ต่อเอง ซึ่งเป็นการตลาดที่ร้านไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
FILA KIDS และมุม BABY DOU
โซนเด็กเป็นโซนเดียวในร้านที่ต้องออกแบบให้คนสองกลุ่มพร้อมกัน คือเด็กที่เป็นคนเลือก และผู้ปกครองที่เป็นคนจ่าย ฝ้าถูกทำเป็นหลุมสี่เหลี่ยมพร้อมช่องไฟวงรีสีเหลือง ให้ความรู้สึกสว่างและเป็นมิตรตั้งแต่เงยหน้า ส่วนสินค้าและกราฟิกกีฬาถูกจัดในระดับสายตาเด็ก
มุม BABY DOU สำหรับเด็กเล็กถูกแยกออกมาด้วยสีและป้ายไฟของตัวเอง โดยไม่ใช้ผนังกั้น ผู้ปกครองจึงมองเห็นลูกได้ตลอดขณะเลือกของ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เขายอมอยู่ในโซนนี้ได้นานขึ้น
สิ่งที่นำมาใช้กับร้านค้าในประเทศไทยได้ทันที
โครงการนี้อยู่ที่เซี่ยงไฮ้ แต่เงื่อนไขที่ทำให้มันได้ผลไม่ได้ผูกกับประเทศ ร้านในศูนย์การค้าที่กรุงเทพฯ เจอโจทย์ชุดเดียวกันแทบทั้งหมด — ค่าเช่าต่อตารางเมตรที่สูง เวลาเข้าทำงานที่จำกัด ข้อกำหนดของฝ่ายอาคาร และลูกค้าที่ตัดสินใจภายในไม่กี่วินาทีแรกที่เดินผ่าน
- แบ่งโซนด้วยพื้นและแสง ไม่ใช่ผนัง — ร้านที่ขายหลายไลน์สินค้าแยกอาณาเขตได้โดยไม่ทำให้พื้นที่ดูเล็กลง และเปลี่ยนขนาดของแต่ละโซนตามฤดูกาลได้โดยไม่ต้องทุบ
- ให้เฟอร์นิเจอร์เป็นตัวบอกแบรนด์ แทนสีผนัง — ชั้นวางและเคาน์เตอร์อยู่กับร้านตลอดอายุสัญญาเช่า และเป็นสิ่งที่ลูกค้าสัมผัสจริง ขณะที่สีผนังถูกสินค้าบังจนแทบไม่เหลือให้เห็น
- ออกแบบเผื่อให้ทีมหน้าร้านจัดต่อเองได้ — ระบบชั้นและราวที่ปรับได้ พร้อมแนวทาง VM ที่เขียนไว้ คือสิ่งที่ทำให้ร้านยังดูดีในเดือนที่หก ไม่ใช่แค่วันเปิด
- ออกแบบหน้าร้านจากมุมที่คนเดินเห็นจริง — ไม่ใช่จากภาพเรนเดอร์ที่มองตรงเข้าร้าน ซึ่งเป็นมุมที่แทบไม่มีลูกค้าคนไหนเห็น
- ร้านสองชั้นต้องทำให้ชั้นบนถูกมองเห็นจากชั้นล่าง — ถ้าลูกค้าไม่รู้ว่าข้างบนมีอะไร พื้นที่ชั้นสองก็คือค่าเช่าที่จ่ายไปเปล่าๆ
ผลลัพธ์ — พื้นที่ 550 ตารางเมตรสองชั้นรองรับสี่แบรนด์ย่อยได้ครบ โดยแต่ละแบรนด์ยังมีเวทีของตัวเอง ลูกค้าเดินจากโซนหนึ่งไปอีกโซนได้โดยไม่รู้สึกสะดุด และร้านยังเปลี่ยนหน้าตาตามคอลเลกชันใหม่ได้ด้วยระบบชั้นวางและจอที่ออกแบบเผื่อไว้ตั้งแต่แรก โดยไม่ต้องกลับมาตกแต่งใหม่ทั้งร้าน
งบประมาณและการคิดราคาออกแบบตกแต่งร้านค้า
ราคางานออกแบบตกแต่งร้านค้าไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกโครงการ เพราะต้นทุนขึ้นกับขอบเขตงานเป็นหลัก ไม่ใช่ขนาดพื้นที่เพียงอย่างเดียว เราจึงแยกใบเสนอราคาออกเป็นสองส่วนเสมอ เพื่อให้เห็นชัดว่ากำลังจ่ายค่าอะไร
- ค่าออกแบบ — คิดตามพื้นที่ใช้สอยเป็นตารางเมตรและจำนวนโซนที่ต้องออกแบบ ครอบคลุมผังร้าน แบบ 3D แบบชั้นวางและเคาน์เตอร์ แผนแสง และแบบก่อสร้างสำหรับใช้งานจริง
- ค่างานตกแต่งและติดตั้ง — คิดตามรายการงานจริง ทั้งงานหน้าร้าน ฝ้า ผนัง พื้น งานระบบ ชั้นวางและเคาน์เตอร์สั่งทำ ป้าย และดวงโคม
ปัจจัยที่ทำให้งบประมาณของร้านสองร้านต่างกันมากที่สุด:
- หน้าร้านและป้าย ซึ่งมักเป็นรายการที่แพงที่สุดรายการเดียวในร้านขนาดเล็ก
- สัดส่วนชั้นวางสั่งทำเทียบกับชั้นวางสำเร็จรูป — สั่งทำได้เอกลักษณ์และพอดีพื้นที่ แต่ต้นทุนสูงกว่ามาก
- จำนวนดวงโคมและระดับของระบบแสง ซึ่งเป็นจุดที่ร้านค้าประหยัดแล้วเสียยอดขายบ่อยที่สุด
- ข้อกำหนดของศูนย์การค้า ทั้งวัสดุที่อนุญาต ระบบดับเพลิง และช่วงเวลาที่เข้าทำงานได้
- จอดิจิทัลและงานระบบไฟฟ้าที่ต้องเดินใหม่ทั้งหมดหรือใช้ของเดิมได้
- การแบ่งงานเป็นเฟส สำหรับร้านที่ต้องเปิดขายต่อระหว่างตกแต่ง
วิธีที่เร็วที่สุดในการรู้กรอบงบประมาณของร้านคุณ คือเริ่มจากการประเมินพื้นที่ก่อน เพื่อให้ได้แนวทางแก้ไขและลำดับความสำคัญว่าควรทำอะไรก่อน แล้วจึงประเมินงบตามขอบเขตที่ตกลงกันจริง รายละเอียดและค่าบริการของการประเมินอยู่ในหัวข้อคำถามที่พบบ่อยด้านล่าง
ทีมออกแบบที่ดูแลโปรเจกต์
ทุกโปรเจกต์ร้านค้ามีนักออกแบบหลักที่รับผิดชอบตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่ส่งต่อกันระหว่างทีมในแต่ละช่วง คนที่คุยกับคุณตอนวางผัง คือคนเดียวกับที่ตรวจงานตอนส่งมอบ
Mauro — Architect, Retail Design Lead
สถาปนิกประสบการณ์มากกว่า 25 ปีในงานออกแบบตกแต่งภายใน ทั้งในทวีปยุโรปและเอเชีย เคยเป็นผู้จัดการทีมออกแบบในประเทศสเปน ประเทศจีน และปัจจุบันในประเทศไทย ดูแลทีมสหสาขาวิชาชีพและส่งมอบพื้นที่ค้าปลีกขนาดใหญ่ให้กับแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ ควบคู่ไปกับงานที่พักอาศัยทั้งบ้านและอาคารชุด รวมถึงงานโรงแรมและพื้นที่ต้อนรับ
ความเชี่ยวชาญของเขาผสมการวางกลยุทธ์ภาพลักษณ์แบรนด์ การบริหารโครงการ และการออกแบบเฟอร์นิเจอร์สั่งทำเข้าด้วยกัน เป็นผู้ออกแบบโครงการ FILA FD Family Store ที่เป็นกรณีศึกษาบนหน้านี้
สำหรับงานประเภทอื่น เซี้ย นักออกแบบตกแต่งภายในอาวุโสของ Rubin เป็นผู้ดูแล ดูตัวอย่างได้จากกรณีศึกษา HADARA Office Renovation บนหน้ารับออกแบบตกแต่งออฟฟิศ
พื้นที่ให้บริการ
สำนักงานของเราอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 40 เขตคลองเตย จึงเข้าพื้นที่ย่านสุขุมวิท อโศก พร้อมพงษ์ ทองหล่อ เอกมัย และพระโขนงได้สะดวกที่สุด นอกจากนี้ยังรับงานออกแบบตกแต่งร้านค้าและพื้นที่ Retail ในย่านสาทร สีลม รัชดาภิเษก ลาดพร้าว พญาไท และบางนา
งานร้านค้าในศูนย์การค้าทั่วกรุงเทพฯ รับดูแลตั้งแต่การจัดทำแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของห้าง การยื่นขออนุมัติ ไปจนถึงการวางแผนงานให้เสร็จตามกรอบเวลาที่ห้างกำหนด ซึ่งเป็นส่วนที่มักเป็นคอขวดของโครงการมากกว่างานตกแต่งเอง
การประเมินเบื้องต้นเริ่มได้โดยไม่ต้องมีแบบแปลนเดิม และเลือกได้ทั้งแบบออนไลน์ผ่านวิดีโอคอลหรือส่งรูปภาพ ส่วนการเข้าดูหน้างานจริงให้บริการในกรุงเทพฯ
บริการออกแบบตกแต่งภายในอื่นๆ ของ Rubin
ร้านค้ามักไม่ได้อยู่ลำพัง หลายโปรเจกต์มาพร้อมออฟฟิศหลังร้าน มุมคาเฟ่ในร้าน หรือโชว์รูมที่ต่อกับสำนักงาน หากพื้นที่ของคุณมีมากกว่าโซนขาย เราดูแลได้ในโปรเจกต์เดียวกัน
- รับออกแบบตกแต่งออฟฟิศและสำนักงาน — สำหรับสำนักงานหลังร้านและออฟฟิศเต็มรูปแบบ ที่ต้องวางผังตามจำนวนพนักงานและรูปแบบการทำงานจริง
- รับออกแบบตกแต่งร้านอาหารและคาเฟ่ — สำหรับพื้นที่ F&B ที่ต้องวางผังครัว เส้นทางการไหลเวียนของลูกค้าและพนักงาน และระบบระบายอากาศ
- รับออกแบบตกแต่งภายในบ้านและคอนโด — สำหรับที่พักอาศัย งานเฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน และการใช้พื้นที่จำกัดให้คุ้มค่าที่สุด
FAQ
คำถามที่พบบ่อย
ทุกคำถามสำคัญ เราพร้อมให้คำตอบ
ออกแบบร้านค้าอย่างไรให้ช่วยเพิ่มยอดขาย?
วางเส้นทางการเดินของลูกค้าให้ผ่านสินค้าหลัก จัดโซนสินค้าและจุดชำระเงินให้เหมาะสม พร้อมใช้แสงและการจัดวางเพื่อเน้นสินค้าที่ต้องการผลักดัน
รองรับงานตกแต่งร้านในห้างสรรพสินค้าหรือไม่?
รองรับ ทั้งการออกแบบให้เป็นไปตามข้อกำหนดของห้าง การจัดทำแบบเพื่อยื่นขออนุมัติ และการวางแผนงานให้เสร็จตามกรอบเวลาที่ห้างกำหนด
ออกแบบให้สอดคล้องกับแบรนด์ที่มีอยู่แล้วได้หรือไม่?
ได้ โดยนำแนวทางแบรนด์ที่มีอยู่ ทั้งสี โลโก้ และบุคลิกของแบรนด์ มาแปลงเป็นวัสดุ แสง และองค์ประกอบภายในร้านให้เป็นภาพเดียวกันทุกสาขา
มีผลงานออกแบบร้านค้าจริงให้ดูหรือไม่?
มี ดูกรณีศึกษา FILA FD Family Store ได้บนหน้านี้ ร้านขนาด 550 ตารางเมตร สองชั้นในศูนย์การค้าที่เซี่ยงไฮ้ ตั้งแต่ผังพื้นทั้งสองชั้น หน้าร้าน ไปจนถึงวิดีโอของแต่ละโซนแบรนด์
รับงานร้านที่มีหลายแบรนด์หรือหลายไลน์สินค้าในพื้นที่เดียวหรือไม่?
รับ โดยให้แต่ละไลน์สินค้ามีเอกลักษณ์ของตัวเอง แต่ยังใช้หลักการออกแบบชุดเดียวกันทั้งร้าน ลูกค้าจึงรู้สึกถึงความต่างของแต่ละโซนโดยที่ทั้งร้านยังเป็นภาพเดียวกัน เช่นโครงการ FILA FD Family Store ที่รวมสี่แบรนด์ย่อยไว้ในร้านเดียว
บริการออกแบบตกแต่งภายในของ Rubin ครอบคลุมอะไรบ้าง?
ครอบคลุมการออกแบบที่พักอาศัย ออฟฟิศ ร้านอาหาร และพื้นที่ค้าปลีกในกรุงเทพฯ ตั้งแต่การวางแผนพื้นที่ การเลือกวัสดุ ไปจนถึงการควบคุมงานก่อสร้างและตกแต่ง
Space Transformation Audit 60 นาที ได้อะไรบ้าง?
นักออกแบบจะวิเคราะห์พื้นที่ของคุณแบบเจาะลึก ทั้งผังการใช้งาน สไตล์ วัสดุ และแสง แล้วสรุปเป็นแนวทางแก้ไขที่นำไปใช้ได้ทันที พร้อมลำดับความสำคัญว่าควรแก้อะไรก่อน
ค่าบริการเริ่มต้นเท่าไหร่?
Space Transformation Audit ราคาปกติ 4,500 บาท ขณะนี้ 3,800 บาท จำกัด 10 สิทธิ์ต่อสัปดาห์ สำหรับโปรเจกต์ออกแบบและตกแต่งเต็มรูปแบบ กรุณาติดต่อเพื่อรับใบเสนอราคาเฉพาะโปรเจกต์
ต้องมีแบบแปลนก่อนหรือไม่ และวิเคราะห์ที่ไหน?
ไม่จำเป็นต้องมีแบบแปลน เราทำงานจากพื้นที่จริงของคุณได้เลย โดยเลือกได้ทั้งแบบออนไลน์ผ่านวิดีโอคอลหรือส่งรูปภาพ ซึ่งเป็นที่นิยมที่สุด และแบบเข้าดูหน้างานจริงเฉพาะในกรุงเทพฯ
ใช้เวลานานแค่ไหนในการออกแบบและตกแต่ง?
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับขนาดและความซับซ้อนของโปรเจกต์ โดยทั่วไปการออกแบบคอนเซปต์ใช้เวลา 2-4 สัปดาห์ และงานตกแต่งจริงใช้เวลา 4-12 สัปดาห์
หยุดเดา
เริ่มออกแบบด้วย “กลยุทธ์”